■ ■ ขับรถกันแปลกๆ...

posted on 26 Mar 2009 19:42 by gundalf  in Talk

สวัสดีครับ พ่อ แม่ พี่ น้อง ที่รักและเคารพครับ

 

ช่วงนี้ขับรถบ่อยหน่อยนึงครับ ปิดเทอมน่ะนะ ก็เลยออกไปร่อนบ้าง อะไรบ้าง เจอคนขับรถแปลกๆหลายๆอย่าง ก็เลยอยากรู้ว่า ทำไมต้องเป็นอย่างนั้น ใครเคยสังเกตบ้างไหมครับ?

 

1.ขับผ่านสี่แยกจะตรงไป ต้องเปิดไฟฉุกเฉิน

ไม่รู้ว่าตอนสอบใบขับขี่นี่ กรมขนส่งที่ไหนเขามีบอกให้ทำหรือเปล่าไม่ทราบครับ คือ...จะมีจำนวนหนึ่งเท่านั้นครับที่ทำ และเขาก็ไม่รู้เลยว่ามันอาจนำความอันตรายมาสู่ตนเองและผู้อื่นได้ เนื่องจากอาจเกิดกรณีเข้าใจผิดอย่างนี้ได้ครับ

Photobucket

 ข้าน้อยก็วาดไม่สวยเท่าไหร่อ่ะนะครับ แต่ก็ลองพยายามดูก็แล้วกัน...คือคนขับรถสีแดงเปิดไฟฉุกเฉินตอนกำลังจะข้ามแยก รถสีเทาวิ่งมาจากทางซ้าย ซึ่งเขาจะเห็นได้อย่างไรว่าไฟทางขวากระพริบด้วยหรือเปล่า? ก็คิดว่าเปิดไฟเลี้ยวซ้าย และประเทศไทย รถวิ่งฝั่งซ้ายครับ คันสีเทาก็นึกว่าไม่เกี่ยวกับเลนตนเอง เพราะคิดว่าคันแดงจะเลี้ยวซ้าย ก็ไม่ได้หยุด เจอกันกลางแยกพอดีครับ RIP...

 

2.ฝนตก ต้องเปิดไฟฉุกเฉิน

เอาอีกแล้ว...ไฟฉุกเฉิน เอาไว้เปิดตอนรถเสียนะครับ เขาทำไว้ให้ว่าขนาดดับเครื่องยังเปิดได้ เพื่อไว้เวลารถเสียครับผม ฝนตกเปิดทำไม? สิ่งที่ถูกต้องก็คือ เปิดไฟหน้าเท่านั้นก็พอครับ เพราะเปิดไฟหน้า ไฟท้ายก็ติดอยู่แล้ว คุณเปิดไฟฉุกเฉิน แล้วเวลาเปลี่ยนเลน รถคันอื่นจะทราบได้อย่างไรว่าคุณจะเปลี่ยนไปทางไหน? เพราะมันติดทั้งสองข้างอยู่แล้ว และฝนตกหนักๆนี่กระจกลายนะครับ คุณเปิดไฟฉุกเฉินนั่นก็พอที่จะทำให้รถหลังมองทางข้างหน้าได้ใกล้ลงไปเยอะแล้วครับ

 

3.ขับกลางคืน ไม่เปิดไฟหน้า

ไม่รู้ว่าเป็นแฟชั่นหรืออะไรครับ เดี๋ยวนี้เจอเยอะมาก ขนาดมอเตอร์ไซค์นี่กลางวันเขายังให้เปิดเลยนะครับ คุณเป็นรถเก๋งถือว่าใหญ่กว่าแล้วกลางคืนไม่เปิดก็ได้หรือครับ? จะลืมหรืออะไรก็แล้วแต่ แต่เดี๋ยวนี้เห็นเยอะผิดสังเกต มอเตอร์ไซค์เองก็มี ที่ไม่เปิดไฟหน้าตอนกลางคืน อันตรายนะครับ ในเมืองคงไม่เท่าไหร่ แต่เคยเจอในซอยบ้านครับ มอเตอร์ไซค์ ตกใจจะตายหอง - -"

 

4.เปลี่ยนเลนไม่เปิดไฟเลี้ยว

กลัวรถไม่ให้ทางหรืออย่างไรไม่ทราบ แต่พี่แกไม่เปิดไฟเลี้ยวครับ หรือว่าใหญ่มาจากไหนก็ไม่รู้ อยากเปลี่ยนก็เปลี่ยนขึ้นมาซะฉิบ...ไม่ให้สัญญาณกันก่อน ไม่บอกไม่กล่าว สักวันคงโดนทิ่มเข้าจริงๆสักที...

 

5.ใจร้อน ไม่ชอบต่อแถว...มาแทรกเอาทีหลัง

คิดว่าคงเจอกันพอสมควรครับ คือรถทางที่ตัวเองจะไปนี่ติดมากมาย หางแถวย๊าวยาวว... แจ่ก็อย่างคันเหลืองในภาพครับ ไม่รู้ ไม่สน ไม่ต่อแถวซะอย่าง ใครจะทำไม ก็ตรูจะเข้าของตรู เดือดร้อนคันหลังมาตามทางต้องมารอ มีเส้นก้างปลา+เส้นทึบ ก็จะเข้าก่อนไม่ผิดกฎหมายครับ แต่เห็นแก่ตัว ไร้จิตสำนึกเจอประจำก็ตรงสวนลุมฯ ใครผ่านไปตอนเย็นๆที่รถติดๆ จะมีรถแทรกประจำ คือข้างล่างมันติด รถพวกนั้นก็จะใช้ทางขึ้นสะพานที่โล่งวิ่งมา แล้วมาแทรกที่คอสะพานครับ และใครมาแทรกหน้านิสสัน สีเทา ทะเบียน 3577 ไม่มีทางได้เข้าครับ เพราะผมจะจอดห่างคันหน้าไม่ถึงครึ่งไม้บรรทัด มาเถอะครับ

Photobucket

 

6.ชอบจอดทับตาข่ายเหลือง

 มันเป็นเขตห้ามหยุดรถครับ ก็เป็นข้อตกลงที่ทราบโดยทั่วกันว่า...ไม่ว่าจะติดไฟแดง หรืออะไรก็ตาม ให้เว้นเอาไว้ตรงนั้นครับ แต่ก็ยังมีบางพวก ที่ไม่รู้อะไรเลยยยย กับบางพวก ที่เห็นโรคจิต ตัวเองไปไม่ได้ ก็จะไม่ให้คนอื่นไปด้วย น่าส่งไปบำบัดจิตครับ อย่างในรูป รถสีดำออกมาจากตึกครับ จะเลี้ยวขวา แต่ติดคันสีขาวครับ ทั้งๆที่ตีตาข่ายเหลืองเอาไว้แล้ว แต่ก็ไม่เคยใส่ใจครับ สมควรจับไปถ่วงน้ำ

Photobucket

 

7.ขับช้าแช่ขวา

น่ารำคาญประเภทหนึ่งครับ...เป็นพวกที่ไม่รู้สึกรู้สาอะไรเลย เฉื่อยยย...อินเนิร์ดไปวันๆ ทางด่วนมีให้ขับ120 140 พี่แกแช่ 80 ขวาตลอด ใครจะแซงก็ออกซ้ายแซงไปสิ ก็ตรูข้าจะอยู่ของตรูตรงเนี้ย ใครจะทำไม ไม่รู้เข้าซ้ายไปจะเป็นอะไรไปครับ หรือมั่นใจเหลือเกินว่าตัวเองขับเร็วแล้ว?

 

8.คนอื่นออกข้างหน้าตัวเองไม่ได้ ต้องปิดทางตลอด

โรคจิตอีกอย่างครับ คือตัวเองจะขับช้าๆอยู่เฉยๆ พอมีรถเลนข้างๆเปิดไฟเลี้ยวจะเข้าเลนตัวเองปุ๊บ ไม่รู้ผีเข้าหรืออะไร เท้าขวาจะหนักขึ้นมาทันทีครับ เหยียบคันเร่งซะจม เพื่อเร่งให้ตัวเองมาปิดทางไม่ให้คนอื่นเข้า แล้วก็เบรคตัวโก่งเพราะเกือบทิ่มคันหน้า เปลืองน้ำมัน เปลืองเบรค นั่งก็ไม่สบาย เพื่อที่จะไม่ให้คนอื่นเข้าหน้าตนเอง...พวกนี้บ้าครับ

 

9.ขับรถไปเล่นกับแฟนไป

เหมือนจะออกแนวอิจฉาเล็กๆ แต่หมั่นไส้ครับ เราต่ออยู่ข้างหลังนี่เห็นเล่นกันจู๋จี๋ดู๋ดี๋ ดูดดื่ม กันเหลือเกิน ที่บ้านไม่ได้เล่นกันหรือไงไม่ทราบครับ พอรถติดก็เล่นกันจัง ไฟเขียวก็ไม่ยอมไป ไอ้รถจะบีบแตรเตือนก็เหมือนขัดจังวะยังไงไม่ทราบครับ ไม่ไหวจะเคลียร์

 

----------------------------------------------------

 

นี่ก็เป็นอะไรเล็กๆน้อยๆ ที่ผมเจอมาบ่อยๆครับ ขับรถกันได้แบบว่า...ไปขายซากอ้อยกันดีกว่าไป๊

 

ใครเคยเจออะไรกันมั่งครับ?

 

+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

 

เข้าไปดู Stats วันนี้เลขสวยครับ 555+ มีตองสอง เบิ้ลแปดสองตัว เบิ้ลเก้า และเลข9เยอะเป็นพิเศษ อิอิ

Photobucket

 

++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

 

บ่นยาวไปนิส แต่ก็หมดแล้วล่ะ 555+ สำหรับคืนนี้ ก็ขอให้โชคดี ฝันดี ราตรีสวัสดิ์ครับผม

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

เจอมาหมดเลยครับ

เจอทีไรผมด่าหมดแหละ

เกลียดสุดคงขับช้าแช่ขวาน่ะครับ

ติดขัดไปกันใหญ่
ผมเจอทุกข้อเลยครับ..

4.เปลี่ยนเลนไม่เปิดไฟเลี้ยว --> วันนี้เจอเต็มๆเลยครับ

#2 By MR.Henmee on 2009-03-26 21:10

แรงขับพลังเต่าคลานตามเลนขวามีให้เห็นโดยทั่วไป

ส่วนใหญ่มันเป็นเรื่องของมารยาทนั่นแหละ
พวกที่ชอบจอดรอไฟเลี้ยวบนทางให้ตรงก็เหมือนกัน

#3 By แมวมะม่วง on 2009-03-26 21:43

ดาวเลยค่ะ

Hot! Hot! Hot! Hot! Hot!

แต่ที่เราเกลียดสุดคือ จะแซง แล้วแซงแบบเบียดอะคะ

น่าจะรอจังหวะแล้วค่อยแซง
เฮ้อ ทำใจเหอะพี่ชาย
แต่หนูเจอโดนขับปาดหน้ามากกว่าอ่ะ แม่มมม อยากเปิดกระจกด่าชิบเป๋ง

ปล.อยากคอสหลุยส์จังเลยอ่ะโอนี่จางงงง

#5 By ♥ MintieZ ; )) ,, on 2009-03-27 13:06

9.ขับรถไปเล่นกับแฟนไป

อันนี้น่าถีบ

#6 By PeeFreeDom on 2009-03-27 14:21

จริงทุกอยาก= ='''

555++ พี่ของเนสก็เป็น

แต่ว่าน่าาา า า าา

เค้าบอกว่าตำรวจไม่จับแปลว่าเรายังทำไม่ผิด=w=v(เลว!!!)

#7 By N a T s u K i 『なつき』 on 2009-03-27 14:49

1.ขับผ่านสี่แยกจะตรงไป ต้องเปิดไฟฉุกเฉิน
- อันนี้แม่เดมทำนะ แต่เฉพาะแยกข้ามคลองประปา กระแยกตรงร.ร.เดม

2.ฝนตก ต้องเปิดไฟฉุกเฉิน
- ตอนนั้นอยู่บนทางด่วน ฝนตกหนักมากๆ มันมองไม่เห็นไฟท้ายนะ ต้องเปิดไฟขอทาง คันข้างหลังเขาจะได้มองเห็น อีกอย่างหายากที่จะเปลี่ยนเลนตอนฝนตกหนัก

3.ขับกลางคืน ไม่เปิดไฟหน้า
- ไม่เคยเจอ

4.เปลี่ยนเลนไม่เปิดไฟเลี้ยว
- แม่เดมด่าประจำ ไอประเภทนี้

5.ใจร้อน ไม่ชอบต่อแถว...มาแทรกเอาทีหลัง
- ฉึกๆๆ แม่เดม บ้างครั้ง = =

6.ชอบจอดทับตาข่ายเหลือง
- เจอประจำ

7.ขับช้าแช่ขวา
- เคยเจอบนทางด่วน แม่บีบแตรแล้วยังไม่หลบ =[]=

8.คนอื่นออกข้างหน้าตัวเองไม่ได้ ต้องปิดทางตลอด
- พอๆกะกรณีข้างบน แย่กว่าคือพอเราเปลี่ยนเลนมันเปลี่ยนเลนตาม = ="

9.ขับรถไปเล่นกับแฟนไป
- เปลี่ยนเป็นทะเลาะกันได้มะ

#8 By Cocoaharry_Demmy on 2009-03-27 18:44

ใจร้อน ไม่ชอบต่อแถว...มาแทรกเอาทีหลัง
--->เกลียดอย่างรุนแรง น่าถีบมากค่ะ

คนอื่นออกข้างหน้าตัวเองไม่ได้ ต้องปิดทางตลอด
--->เกลียดมากเช่นกัน กวนตีน - -



Hot! ถ้าคนทำอ่านละสำนึกบ้างก้ดีสิ big smile

#9 By ~Saumi,,@.@~ on 2009-03-27 20:57

เหอ..
ปัญหาเยอะจัง
ฝ้ายขับรถยังไม่เป็น .. แต่ แต่ ..
โห
ต้องระวังเยอะเลย

#10 By dawinxx on 2009-03-27 21:25

ไอ้ข้อ 5 อ่ะ
บางทีมันก็สุดวิสัยอ่ะนะ
แบบว่าไม่ชินทางแถวนั้น

ฟินเคยอ่า ตอนขับรถใหม่ๆ ไอ้ตรงแยกตรงประตูน้ำ
ออกจากเซ็นทรัลเวิลล์จะเลี้ยวขวาลงถนนเพชรบุรี
ตอนแรกนึกว่าเลนเลี้ยวมันมี 2 เลน
ใจร้อนเปลี่ยนไปเป็นอีกเลน
ปรากฎอ่าว...มันบังคับเลี้ยวแค่เลนเดียวแห๊ะ
แต่ตูดันออกมาอีกเลนแล้วอ่าT^T

พอไอ้เลนตรงไฟเขียวแล้ว แต่ไอ้เลนเลี้ยวมันยังแดงอยู่เลยอ่ะ
ก็เลย...
แหะๆ...
ข้อ 5 โลด~ (น่าเกลียดมั่กๆ)

#11 By ★*...☜Angel✥FinZ☞...*★ on 2009-03-27 22:27

คนแคระบนบ่ายักษ์ แพทย์ พิจิตร


เพลโต: ประชาธิปไตย (๙)

ใน the Republic ของเพลโตที่เขียนขึ้นเมื่อสองพันกว่าปีที่แล้ว เขาให้โสเครติสบรรยายถึงการให้ความสำคัญต่อ “เสรีภาพของผู้คน” อย่างยิ่งยวดในระบอบประชาธิปไตยไว้ว่า “และจะว่าไปแล้ว ไม่มีใครถูกบังคับให้ต้องมีความรับผิดชอบต่อบ้านเมืองด้วย ถ้าเขาคนนั้นไม่มีจิตอาสา หรือแม้กระทั่งยามบ้านเมืองมีศึกสงคราม ก็ไม่จำเป็นต้องไปเป็นทหารเพื่อปกป้องรักษาความสงบบ้านเมือง ถ้าเขาคนนั้นไม่ยิ่หระว่าบ้านเมืองจะมีสันติหรือไม่” และนอกจากประชาธิปไตยที่บรรยายไว้ใน the Republic จะให้ความสำคัญกับเสรีภาพของผู้คนถึงขนาดไม่สามารถบังคับใครก็ตามที่มีคุณสมบัติเหมาะสมให้รับตำแหน่งสำคัญทางการเมืองแล้ว เพลโตยังให้โสเครติสกล่าวอย่างเย้ยหยันต่อไปอีกด้วยว่า
“ในทำนองกลับกัน หากใครก็ตามที่ถูกกฎหมายลงโทษตัดสิทธิไม่ให้ข้องเกี่ยวกับการเมืองหรือเข้ายุ่งเกี่ยวกับกระบวนยุติธรรม แต่กระนั้น ถ้าเขาเหล่านั้นอยากฝืนที่จะทำ พวกเขาก็เสรีที่จะทำได้ โดยไม่มีอะไรที่จะห้ามเขาได้”
ถ้าผู้อ่านท่านใดไม่เชื่อว่า โสเครติสกล่าวข้อความนี้ไว้จริงๆเมื่อสองพันกว่าปีที่แล้ว ก็ขอให้หา the Republic ของเพลโตมาอ่านได้เลย ตรงส่วนที่มีเลข 557e กำกับไว้ ! แม้ว่าประชาธิปไตยที่เกิดขึ้นจริงที่นครเอเธนส์บ้านเกิดของเพลโตจะเป็นประชาธิปไตยทางตรง ซึ่งแตกต่างไปจากประชาธิปไตยแบบตัวแทนในโลกสมัยใหม่เป็นอย่างมาก แต่ดูเหมือนว่าแก่นหรือแบบของความเป็นประชาธิปไตยในปรัชญาการเมืองของเพลโตดูจะก้าวข้ามกาลเวลามาช่วยให้ทำเราสามารถเข้าใจปรากฏการณ์ทางการเมืองที่เกิดขึ้นในบ้านเราและทำให้เราได้เห็นอีกมิติหนึ่งของความเป็น “ประชาธิปไตย” ชัดเจนขึ้นในสังคมการเมืองไทยของเราขณะนี้ได้อย่างน่าอัศจรรย์
ในระบอบประชาธิปไตย ผู้คนจะมีเสรีภาพมากกว่าผู้คนในระบอบอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นเสรีภาพที่จะไม่ยุ่งเกี่ยวรับผิดชอบใดๆต่อสาธารณะ รวมถึงเสรีภาพที่จะปฏิเสธภาระหน้าที่ของพลเมืองที่สำคัญ หรือแม้กระทั่งคนที่ถูกกฎหมายลงโทษห้ามยุ่งเกี่ยวกับการเมือง แต่ก็ดูเหมือนว่า หากเขาผู้นั้นไม่สนใจ แต่ยังฝืนเข้ายุ่งกับการเมืองหรือกระบวนการยุติธรรม โดยอ้างสิทธิเสรีภาพ ก็ไม่มีอะไรจะไปทัดทานเขาได้
คงไม่มีบ้านเมืองไหนจะเป็นตัวอย่างที่ดีและตรงกับคำกล่าวข้างต้นของโสเครติสเท่ากับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในการเมืองไทยเราขณะนี้ คนที่ถูกตัดสินลงโทษไม่ให้ยุ่งกับการเมือง แต่ก็ยังยุ่งอยู่อย่างหน้าตาเฉย รวมทั้งพยายามทุกอย่างที่จะแทรกแซงและประณามกระบวนการยุติธรรม บ้างก็หายตัวไปเฉยๆ โดยปล่อยข่าวว่าออกไปนอกประเทศแล้ว ทั้งๆที่บางทีอาจจะลอยนวลอยู่ที่ใดที่หนึ่งในประเทศนี่เอง ส่วนพวกที่ยังปรากฏตัวปรากฏเสียงให้ได้เห็นได้ยินกัน ก็มักจะอ้างสิทธิเสรีภาพ ที่สำคัญก็คือประชาชนส่วนใหญ่ก็ดันเห็นพ้องต้องตามไปด้วย หรือไม่ก็ไม่สนใจ คิดว่าธุระไม่ใช่
หลังจากอธิบายสภาวะเสรีภาพล้นปรี่ของผู้คนในประชาธิปไตยแล้ว โสเครติสก็ตั้งคำถามเชิงประชดประชันกับคู่สนทนาของเขาว่า “ในสังคมและการปกครองแบบนี้มิใช่หรือ ที่ผู้คนที่ใช้ชีวิตอยู่ในนั้นดูแสนจะมีความสุข ?” ที่ใครจะทำอะไรก็ได้อย่างเสรีไม่มีขอบเขต
นอกจากมันจะเป็นคำถามที่โสเครติสมีต่อคู่สนทนาของเขาแล้ว มันก็น่าจะเป็นคำถามที่เพลโตมีต่อผู้อ่านงานของเขาเมื่อสองพันกว่าปีที่แล้ว และก็น่าจะรวมถึง “คู่สนทนา” ที่เป็นผู้อ่านงานเขาในปัจจุบันนี้ด้วย
คิดว่า คำตอบของคนส่วนใหญ่ในปัจจุบันคงจะไม่ต่างจากคำตอบของคู่สนทนาของโสเครติสเมื่อสองพันกว่าปีที่แล้ว นั่นคือ โดยรวมๆแล้ว มันก็น่าจะเป็นสังคมที่น่าอยู่ที่สุด ด้วยเพราะมีเสรีภาพและความหลากหลายของรูปแบบการดำเนินชีวิตต่างๆ แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ คู่สนทนาของโสเครติสเมื่อสองพันกว่าปีแล้วเห็นว่า แม้มันจะเป็นสังคมที่น่าอยู่ แต่ก็เพียงแต่ในระยะสั้นๆเท่านั้น !! ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น ?
โสเครติสตั้งคำถามกับ “คู่สนทนา” ของเขาต่อไปว่า ในระบอบประชาธิปไตยนี้มิใช่หรือ ที่ประดาคนร้ายที่ถูกตัดสินลงโทษแล้ว ก็ยังสามารถเดินลอยนวลได้อย่างสวยงามด้วยอาการที่แสนจะนิ่งใจเย็นเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ? ไม่ว่าพวกเขาเหล่านั้นจะถูกตัดสินประหารชีวิตหรือถูกเนรเทศก็ตาม คนที่อยู่ในระบอบแบบนี้น่าจะย่อมเคยผ่านประสบการณ์แบบนี้มาในชั่วชีวิตของเขา ผู้คนในระบอบนี้จะปล่อยให้คนเหล่านี้เอ้อระเหยลอยชาย จะเข้านอกออกไหนที่ไหนเมื่อไรก็ได้ ราวกับว่าพวกเขาไม่มีตัวตน ปรากฏการณ์แบบนี้ดูเหมือนจะไม่เป็นเรื่องผิดปรกติแต่อย่างไรในสังคมประชาธิปไตย ?
สังคมประชาธิปไตยจึงยากที่จะเป็นสังคมที่มีหลักการอะไรได้ หรือถ้าหากจะมีหลักการ ก็คงเป็นหลักการที่ “แสนจะยืดหยุ่นเปลี่ยนแปลงไปมาได้ง่ายดายยิ่ง” หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ เป็นหลักการที่ไร้หลักการนั่นเอง หรือจะเรียกว่าเป็นสังคมที่ “อหังการ” ก็ได้ เพราะความอหังการคือ การทำอะไรตามอำเภอใจของแต่ละคนนั่นเอง ความอหังการของคนในระบอบประชาธิปไตยก็คือ การคิดว่าตัวเองนั้นแน่และเหนือกว่าสิ่งใดๆทั้งปวง โดยเฉพาะกฎเกณฑ์หลักการต่างๆ ความอหังการของผู้คนทำให้พวกเขาพร้อมที่จะแหกกฎกติกาใดๆเสมอ ยามที่พวกเขามีโอกาส
จากเงื่อนไขที่กล่าวไปนี้ โสเครติสชี้ให้เห็นว่า ความไม่ใส่ใจต่อเรื่องราวสาธารณะ-----หรือเรียกให้สวยงามไพเราะขึ้นมาหน่อยในระบอบประชาธิปไตย ก็คือ การมีความอดกลั้นหรือ “ขันติธรรม” อย่างสุดโต่ง----บวกกับการไร้ซึ่งหลักการใดๆ ทำให้ไม่มีเด็กคนใดที่จะเติบโตขึ้นมาเป็น “คนดี” ได้ในสภาพสังคมแบบนี้ ยกเว้นเสียแต่ว่า เด็กคนนั้นจะมีพรสวรรค์หรือธรรมชาติที่ดีจริงๆ หรือไม่ก็ถูกเลี้ยงมาในเงื่อนไขสิ่งแวดล้อมที่ดีจริงๆ เพราะสภาวะดังกล่าวในสังคมประชาธิปไตยจะไม่เสริมสร้างเงื่อนไขที่จะช่วยหล่อหลอมรักษาคนที่มีธรรมชาติที่ดีเหนือกว่าคนอื่นๆไว้ แต่กลับมุ่งรังเกียจเหยียดหยามอะไรก็ตามที่จะมาทำให้เกิดความไม่เท่าเทียมกัน ทำให้สังคมประชาธิปไตยไม่สนใจว่าคนที่เข้าสู่การเมืองจะมีภูมิหลังหรือถูกหล่อหลอมมาตั้งแต่เล็กในสภาพแวดล้อมอย่างไร เพราะภายใต้ระบบการเมืองนี้ คนที่เข้าสู่การเมืองจะได้รับการให้เกียรติเสมอตราบเท่าที่เขาประกาศตัวว่าเป็นคนที่มีความเห็นอกเห็นใจและรักหวังดีต่อพี่น้องประชาชนทั้งหลาย
ผู้เขียนขอขยายประเด็นความไม่เอาไหนไม่ใส่ใจความเป็นไปของ “สังคม” หรือ “สาธารณะ” ของคนในสังคมประชาธิปไตยที่โสเครติสบรรยายไป ด้วยมันเป็นสิ่งที่น่าสนใจอย่างยิ่งเมื่อคิดถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในสังคมไทยของเรา เพราะในบ้านเรา จะพบว่าใครทำอะไรที่ไม่ถูกต้อง ก็ไม่มีใครคิดจะสนใจต่อต้านหรือตักเตือน เช่น พฤติกรรมการขับรถบนท้องถนน ผู้คนส่วนหนึ่งแม้ตัวเองจะไม่นิยมการขับรถผิดกฎ แต่ก็ไม่คิดจะช่วยร่วมกันลงโทษทางสังคมต่อคนเหล่านั้น โดยไม่ยอมให้รถที่ชอบขับมาแทรกเอาเปรียบคนอื่น แต่กลับคิดว่าไม่ใช่เรื่องใหญ่เรื่องสำคัญ ใครเอาเรื่องก็กลับหาว่า ทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่ เสียเวลาเปล่าๆ โดยจริงๆแล้ว ตัวเขาเหล่านั้นต่างหากที่ไม่ใส่ใจ “เรื่องสาธารณะ” เขาเหล่านั้นคือคนที่แสนจะเห็นแก่ตัว และไม่อยากจะมีความรับผิดชอบใดๆต่อสังคม คิดเพียงแค่ว่า ตนไม่ได้ทำผิดก็พอแล้ว และก็มักจะอ้างว่า การไม่สนใจรับผิดชอบเรื่องสาธารณะนั้นเป็น “สิทธิเสรีภาพ” ของตนในระบอบประชาธิปไตย ส่วนคนอีกประเภทหนึ่งที่ไม่คิดจะเอาเรื่องเอาราวกับคนที่กระทำผิดกฎจราจร ก็เพราะตัวพวกเขาเองคิดว่า เขาก็จะทำผิดกฎเหมือนกัน ถ้ามีโอกาส (อย่างไรก็ตาม คนที่ยังมีจิตสำนึกสาธารณะและห่วงใยพฤติกรรมบนท้องถนนก็มี เช่น gundalf.exteen.com/20090326/entry)
ขณะเดียวกัน ไม่เพียงแต่เรื่องจราจร แม้แต่เรื่องในที่ทำงานก็ตาม โดยเฉพาะในสังคมราชการ คนประเภทนี้จะไม่คิดเอาเรื่องเอาราวกับเพื่อนร่วมงานที่มีพฤติกรรมสวนทางประโยชน์สาธารณะ เพราะคิดเสียว่า หากไปเอาเรื่องเอาราวเขาโดยเอากฎกติการะเบียบราชการไปตั้งแง่กับคนอื่น ทีหลัง ตัวเองก็อาจจะโดยย้อนกลับมาก็ได้ ดังนั้น ด้วยความที่ตัวเองก็คิดอยากจะทำอะไรที่สวนทางประโยชน์สาธารณะเหมือนกัน จึงละเว้นไม่เอาเรื่องคนอื่น ที่ต้องเน้นว่าระบบหรือสังคมราชการก็เพราะในสังคมราชการ หากข้าราชการกระทำผิด ผู้เสียประโยชน์มักจะไม่ใช่ตัวข้าราชการ แต่สาธารณชนต่างหากที่เสีย ในขณะที่ถ้าเป็นภาคธุรกิจเอกชน ผู้เสียประโยชน์คือเจ้าของกิจการ หรือผู้ประกอบการ ซึ่งเขาเหล่านี้ย่อมไม่ยอมให้ใครในองค์กรทำผิดกฎระเบียบ หรือถ้าเป็นบริษัทมหาชน ก็จะมีผู้ตรวจสอบหรือผู้ถือหุ้นคอยติดตามการทำงาน
แต่สำหรับระบบราชการ ไม่ว่าจะตั้งหน่วยงานมาตรวจสอบแค่ไหนก็ตาม ก็ย่อมยากที่จะมีประสิทธิภาพประสิทธิผลได้ เพราะถ้าประชาชนส่วนใหญ่ไม่สนใจไม่ยี่หระกับประโยชน์สาธารณะแล้ว ไม่ว่าผู้ที่ทำหน้าที่ตรวจสอบติดตามจะพยายามรักษาผลประโยชน์สาธารณะเพียงไร ก็ไร้ค่า ดีไม่ดีจะถูกหาว่าบ้าเสียอีก
และที่กล่าวมานี้คือ ลักษณะอันโดดเด่นของความเป็นประชาธิปไตย อันทำให้รูปแบบการปกครองแบบนี้เป็นการปกครองที่ให้ความสำราญเพลิดเพลินใจ เพราะไม่ต้องมีระเบียบใดๆ แถมเต็มไปด้วยความหลากหลายต่างๆนานา อีกทั้งยังให้ความเสมอภาคเท่าเทียมกันต่อทุกคนไม่เลือกหน้า ไม่ว่าพวกเขาจะเสมอกันจริงๆหรือไม่ก็ตาม
คำบรรยายสภาพของสังคมประชาธิปไตยข้างต้นนี้ เพลโตเขียนไว้เมื่อสองพันปีที่แล้ว และเขาก็ให้โสเครติสถาม “คู่สนทนา” ของเขาว่า ท่านรู้สึกคุ้นเคยกับสภาพสังคมแบบนี้หรือไม่ ?

#12 By แพทย์ พิจิตร (161.200.2.217) on 2009-07-08 21:43

บทความนี้จะตีพิมพ์ในมติชนสุดสัปดาห์ในสัปดาห์หน้าหรือสัปดาห์ถัดไป

#13 By แพทย์ พิจิตร (161.200.2.217) on 2009-07-08 21:47

"Hot! Hot! Hot! Hot! "
ขว้างใส่พวกที่ทำข้างบน

#14 By ☎ SNOOZE ' on 2009-07-11 21:28

❤ Fire . Work ; )) View my profile